วิธีเขียน แคปชั่นขายของ (ขายออนไลน์)

การขายของออนไลน์นั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการเขียนแคปชั่นให้โดนใจส่งผลเป็นอย่างมากให้กับยอดขายที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าสินค้าจะเป็นอะไรก็ตามผู้ขายเอง จะพยายามเขียนแคปชั่นให้โดนใจครอบคลุมและให้ลูกค้าอยู่กับหน้าโพสต์นั้นได้นานที่สุดทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้มีโอกาสในการขายและการตัดสินใจซื้อที่มากขึ้น บทความนี้ผมมีความลับในการเขียนแคปชั่นมาให้ทุกคนลองปรับใช้ทั้ง 5 ข้อด้วยกันให้ แคปชั่นขายของปังๆ ครับ

1. การเขียน 3 บรรทัดทองคำ

การทำการตลาดทางออนไลน์นั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่หลายคนก็รู้กันคือ การเขียน 3 บรรทัดทองคำ 3 บรรทัดนี้ จำเป็นอย่างมากที่ต้องทำให้ลูกค้าที่เข้ามาอ่านนั้นรู้สึกสนใจและตื่นเต้นซึ่งเป็น 3 บรรทัดแรกที่ต้องดึงดูดและทำให้ลูกค้านั้นคล้อยตาม ไปกับความรู้สึกของสินค้า ว่าสินค้านั้นจะแก้ปัญหาอะไรให้กับเค้า บางคนก็ใช้วิธีการเล่นมุขตลกนำ แคปชั่นแม่ค้าสายฮา เพื่อให้คนอ่านรู้สึกอยากอ่านตาม บางคนก็ใช้คำพูดที่เป็นกระแสในปัจจุบันนำเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกอยากติดตาม ไปจนถึงอยากพักวิจารณ์ไปด้วย หลายคนคงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็น 3 บรรทัด จริงๆแล้ว 3 บรรทัดเป็น ปริมาณการเขียนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่จะซื้อสินค้า สามารถตัดสินใจหรือคอยตามกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อได้ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ วิธีวิธีการเขียน 3 บรรทัดนั้นลดน้อยลงไปจนเหลือ 2 บรรทัดและในอนาคต มีความเป็นไปได้ที่จะเขียนเท่าไหร่ก็ได้ ให้น้อยที่สุดแต่น่าติดตามก็พอ

2. การใส่อิโมจิในโพสต์

ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่ได้ผลทำให้ความรู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น เป็นเหมือน แคปชั่นแม่ค้าอยากขาย อารมณ์เป็นมิตร แต่หากใส่เยอะเกินไปหรือเลือกโมจิที่ดูไม่น่าเชื่อถือหรือไม่เอาจริงเอาจัง ก็จะส่งผลตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นการใส่อีโมจิก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในบางสินค้า แต่ถ้าเลือกที่จะใส่แล้ว ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ในปัจจุบันการใส่อีโมจินั้นมีปัญหากับ การโพสต์ขายของ ใน Facebook เป็นอย่างมาก คนส่วนใหญ่ที่เจอปัญหาก็คือ การโพสต์โฆษณาไม่ผ่านการพิจารณา เช่น แคปชั่นสินค้า แคปชั่นขายเสื้อผ้า แคปชั่นขายสบู่ แคปชั่นขายครีม ยิ่งต้องระวังให้มากครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Facebook เอง ก็ปรับและ Update อยู่ตลอดเวลา หากท่านใดเห็นว่าการใส่อิโมจิเหมาะสม ก็แนะนำให้ดูจังหวะเวลานโยบายของ Facebook ให้ดีด้วยครับ

3. บอกราคาขายในโพสต์

ในโพสต์ขายจำเป็นต้องบอกราคาให้ชัดเจน ว่ามีโปรโมชั่น แบบไหน เพื่อเป็นการคัดกรองลูกค้าที่เข้ามาสนใจ โดยเฉพาะการโปรโมททาง Facebook ยิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำข้อมูลของลูกค้าที่เข้ามาอ่านหรือให้ความสนใจ เป็นลูกค้ากลุ่มไหน เพื่อที่จะได้ นำไปเสนอขายอีกในอนาคต หรือเป็นการมองหาลูกค้าที่มีลักษณะคล้ายกัน ซึ่งหลายคนเข้าใจผิด ว่าการไม่ลงราคานั้น จะทำให้ ขายสินค้าทางออนไลน์ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทำให้เราจำแนกลูกค้าไม่ได้ แถมยังผิดกฎหมายด้วย และแคปชั่นออเดอร์ปังๆ แค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ครับ

 

4.อย่าผิดกฎใดๆ ในทุกๆแพลตฟอร์ม

ของการขายสินค้าของเรา ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube ไปจนถึง Lazada, shopee ผู้ขายก่อนจะลงโฆษณาใดๆควรศึกษานโยบายหรือกฎระเบียบของ platform นั้นให้อย่างละเอียด เพราะถ้าหากผิดระเบียบแล้ว ได้รับบทลงโทษจะได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน

5.การทำเว็บไซต์

การทำเว็บไซต์ไว้เก็บลูกค้า นักการตลาดออนไลน์เคยพูดไว้หลายท่าน หากเราขายสินค้าในแพลตฟอร์มใดก็ตาม เขาสามารถเปลี่ยนนโยบายได้ตลอดเวลา แต่สิ่งเดียวที่เป็นของเราจริงๆ และหลายคนมองข้ามไปคือ เราควรมี “เว็บไซต์” เป็นของตัวเอง การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองนั้น ทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าได้อย่างดี และสามารถล่วงรู้ถึงพฤติกรรม การซื้อ พฤติกรรมการ ให้ความสนใจในสินค้า ซึ่งมีรายละเอียดมากมายไปจนถึง เพจ, อายุ, สถานที่ และแหล่งข้อมูลที่สำคัญอีกมากมาย การขายออนไลน์ในปัจจุบันนั้น เราไม่ควรฝากชีวิต ไว้กับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง สิ่งที่เราทำได้และต้องทำตอนนี้ก็คือ การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองครับ

ในข้อ 5 นั้นผมแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ ใครขายสินค้าออนไลน์หรือทำธุรกิจออนไลน์อยู่ จะต้องเข้าใจเป็นอย่างดีแน่นอนครับ เพราะฉะนั้น เรามาเริ่มศึกษาการทำเว็บไซต์ กันเสียตั้งแต่วันนี้ จะเป็นผลประโยชน์และผลดีกับการค้าของเราในอนาคตอย่างแน่นอน